การหาค่าอัลฟ่า

แบบสอบถามเพื่อการวิจัย ผลการหาค่า Alpha

แบบสอบถาม ๓๐ ชุด แบบสอบถาม ๓๐ ชุด แบบสอบถามเพื่อการวิจัย

ผลการหาค่า Alpha

เอกสารประกอบการบรรยาย

farmer data (2553)

101 ANCOVA Analysis Technique OK

103 Discriminant Analysis OK

202 เทคนิคการวิจัยแบบผสานวิธี OK

203 การเก็บข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ OK

204 การวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ OK

101 ANCOVA Analysis Technique OK

103 Discriminant Analysis OK

202 เทคนิคการวิจัยแบบผสานวิธี OK

203 การเก็บข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ OK

204 การวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ OK

การประชุม

การประชุม

            การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งได้มาพบปะกันตามกำหนดนัดหมาย โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆกัน เช่น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด เพื่อแก้ปัญหา เป็นต้น ผู้เข้าประชุมแต่ละคนเป็นได้ทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสาร ส่วนความรู้ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกที่แสดงออกมาในที่ประชุม คือ “สาร” นั่นเอง

ศัพท์ที่ใช้ในการประชุม

1. ศัพท์เกี่ยวกับรูปแบบของการประชุม

1.1 การประชุมเฉพาะกลุ่ม คือ การประชุมเฉพาะผู้มีสิทธิ์และหน้าที่เท่านั้น

1.2 การประชุมตามปกติ คือ การประชุมที่ทำตามกำหนดนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน

1.3 การประชุมพิเศษ คือ การประชุมที่กำหนดขึ้นนอกเหนือไปจากการประชุมตามปกติ

1.4 การประชุมสามัญ คือ การประชุมที่ข้อบังคับกำหนดไว้ตายตัว

1.5 การประชุมวิสามัญ คือ การประชุมที่ข้อบังคับเปิดโอกาสให้ทำได้ตามความจำเป็น

1.6 การประชุมลับ คือ การประชุมที่จะเปิดเผยได้เฉพาะมติหรือข้อปฏิบัติเมื่อถึงกำหนดเท่านั้น

1.7 การประชุมปรึกษา คือ การประชุมเพื่อปรึกษาหารือ เช่น วางนโยบาย เสนอแนะแนวทางปฏิบัติแล้วสรุปผล

1.8 การประชุมปฏิบัติการ คือ การประชุมของคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานประเภทเดียวกัน เพื่อแสวงความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติงานให้บังเกิดสัมฤทธิผลสูงสุด

1.9 การประชุมสัมมนา คือ การประชุมเฉพาะกลุ่มแบบหนึ่งตามหัวข้อที่กำหนด เพื่อประมวลข้อคิดและเสนอแนะจากที่ประชุม ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะมาจากแหล่งต่างๆกัน

1.10 การประชุมชี้แจง คือ การประชุมที่ผู้รับผิดชอบของหน่วยงานเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องในหน่วยงานนั้นมารับทราบข้อเท็จจริง แนวทางการปฏิบัติ โดยไม่มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรง

1.11 การประชุมใหญ่ คือ การประชุมที่เปิดโอกาสให้สมาชิกขององค์การทั้งหมดเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นตามเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับองค์การนั้นๆ

2. ศัพท์ที่ใช้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประชุม มีดังนี้

2.1 ผู้จัดประชุม คือ ผู้ริเริ่มให้มีการจัดประชุม

2.2 ผู้มีสิทธิ์เข้าประชุม คือ ผู้มีสิทธิ์หรือได้รับเชิญให้เข้าประชุม

2.3 ผู้เข้าประชุม คือ บุคคลที่ปรากฏตัวอยู่ ณ ที่ประชุม

2.4 องค์ประชุม คือ จำนวนผู้เข้าประชุม โดยทั่วไปต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด

2.5 ประธาน คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมทั้งหมด โดยมีรองประธานทำหน้าที่แทน เมื่อประธานไม่อยู่

2.6 รองประธาน คือ ผู้ที่ทำหน้าแทนประธาน เมื่อประธานไม่อยู่

2.7 เลขานุการ คือ ผู้ทำหน้าที่จัดระเบียบวาระการประชุมและบันทึกรายงานการประชุม โดยมีผู้ช่วยเลขานุการช่วยปฏิบัติงาน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกต่างๆ

2.8 กรรมการ คือ ผู้ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องที่อยู่ในวาระการประชุม และตั้งข้อเสนอเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา โดยมีคณะอนุกรรมการช่วยทำหน้าที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

2.9 พิธีกร คือ ผู้ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของที่ประชุมในการประชุมสาธารณะ

2.10 ที่ประชุม คือ บรรดาผู้เข้าประชุมทั้งหมด

2.11 เหรัญญิก คือ ผู้ทำหน้าที่ด้านการเงิน

3. ศัพท์ที่ใช้เรียกเรื่องที่ประชุม มีดังนี้

3.1 ระเบียบวาระ คือ เรื่องที่นำเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการในการประชุมเฉพาะกลุ่ม กำหนดเป็น วาระที่ 1 … วาระที่ 2…ฯลฯ

3.2 กำหนดการประชุม คือ เรื่องที่นำเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการในการประชุมเฉพาะกลุ่ม และมีเรื่องสำคัญที่ประชุมกันเพียงเรื่องเดียว

3.3 หมายกำหนดการ คือ เอกสารแจ้งกำหนดขั้นตอนของงานพระราพิธีโดยเฉพาะ

3.4 กำหนดการ คือ เอกสารแจ้งกำหนดขั้นตอนของงานทั่วไปที่ทางราชการหรือเอกชนจัดขึ้น

4. ศัพท์ที่ใช้เรียกวิธีการสื่อสารในการประชุม

4.1 เสนอ คือ ผู้เข้าประชุมมีสิทธ์ที่จะเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ที่ประชุมพิจารณา

4.2 ข้อเสนอ คือ เรื่องที่เสนอในที่ประชุม

4.3 สนับสนุน คือ การเห็นด้วยกับข้อเสนอในที่ประชุม

4.4 คัดค้าน คือ การไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในที่ประชุม

4.5 การอภิปราย คือ การแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม

4.6 ผ่าน คือ ข้อเสนอที่ที่ประชุมยอมรับ

4.7 ตก คือ ข้อเสนอที่ที่ประชุมไม่ยอมรับ

4.8 มติ คือ การขอความคิดเห็นจากผู้ที่เข้าประชุมเพื่อหาข้อยุติ

4.9 มติของที่ประชุม คือ ข้อตัดสินใจของที่ประชุมเพื่อให้นำไปปฏิบัติ

4.10 มติโดยเอกฉันท์ คือ มติที่ผู้เข้าประชุมเห็นพ้องต้องกันทุกคน

4.11 มติโดยเสียงข้างมาก คือ มติที่ผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อตัดสินใจนั้น

วิธีสื่อสารและการใช้ภาษาในการประชุม

วิธีการสื่อสารและการใช้ภาษาในการประชุมแยกออกได้ดังนี้

1. การใช้ภาษาสำหรับประธานในที่ประชุม การใช้ภาษาในที่ประชุมขึ้นอยู่กับรูปแบบของการประชุมซึ่งอาจเป็นการประชุมที่ไม่เป็นทางพิธีการก็ได้

2. การใช้ภาษาของผู้เข้าประชุม การประชุมอย่างเป็นกันเอง ภาษาที่ใช้ประชุมก็จะเป็นลักษณะสนทนา แต่ต้องใช้คำพูดที่สื่อความหมายได้ชัดเจน ส่วนการประชุมที่เป็นทางการ จะต้องระมัดระวังการใช้ภาษาของตนเองให้มากยิ่งขึ้น ควรมีคำว่า “ขอ” ใช้เสมอในการประชุม เพราะแสดงถึงความสุภาพ เช่น ผมขอเสนอว่า ดิฉันขอให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ไปคราวหน้า

สมาส-สนธิ

คำสมาส
คำสมาส เป็นคำที่เกิดจากการนำคำบาลีสันสกฤตมาประสมกัน และมีความหมายใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหมายของคำเดิมแต่ละคำ วิธีประสมคำสมาสมี 2 วิธี
1 ใช้วิธีนำศัพท์หลักไว้หลัง ศัพท์ประกอบไว้หน้า เป็นคำสมาสที่ไม่กลมกลืนเสียง เช่น พุทธบาท มหานคร โทรทัศน์ ทศน วีดีทัศน์ วีรบุรุษ นานัปการ กตัญญู ชนบท ฉัตรมงคล กัมปนาท พันธกิจ มูลนิธิ ผลิตภัณฑ์ นิตยสาร โลกทรรศน์ รุกขวิทยา อักษรศาสตร์ อิสรภาพ หัตถกรรม อุทกภัย พาณิชยการ เอกราช ทิวากร รัชนีกร กรรมกร วิทยากร มัณฑนากร
2 ใช้วิธีเชื่อมเสียงของคำหลายคำให้ติดต่อเป็นคำเดียว เรียกว่า วิธีสนธิ มหัศจรรย์(มหา+อัศจรรย์) อรุโณทัย(อรุณ+อุทัย) ธันวาคม(ธนู+อาคม) มโนรถ(มนฺส+รถ) ) อัคโยภาส(อัคคี+โอภาส) โลกาภิวัตน์(โลก+อภิวัฒน์) วิทยาลัย(วิทยา+อาลัย) สามัคคยาจารย์(สามัคคี+อาจารย์) รโหฐาน(รหฺส+ฐาน) ทัศนูปกรณ์(ทัศน+อุปกรณ์) ดารากร ศิลปากร สรรพากร รัตนากร ทรัพยากร เป็นต้น
ก. คำสมาสต้องเป็นคำภาษาบาลีสันสกฤตเท่านั้น คำต่อไปนี้ไม่ใช่คำสมาสเพราะมีคำไทยหรือคำยืมประสมอยู่ ได้แก่ พลเมือง พระพุทธเจ้า สรรพสิ่ง จุลจอมเกล้า คุณค่า ชีวเคมี พลความ พุทธทำนาย สรรพสินค้า ราชสำนัก สุวรรณชาด เคมีภัณฑ์ พลเรือน ตรัสรู้ ผลไม้ ราชดำริ ทุนทรัพย์ คริสตจักร พลขับ เทพเจ้า ราชวัง ศักดินา ภูมิลำเนา
ข. คำที่เกิดจากหน่วยคำเติมหน้า หรือ อุปสรรค รวมกับคำหลัก ไม่นับเป็นคำสมาส คือ ทรพิษ ปฏิกรรม ปราชัย สมบูรณ์ สัญญาณ สุจริต อธิราช อนุชน อภิสิทธิ์ อวกาศ อุปราช
ค. คำชุดนี้เรียกว่า คำสมาสซ้อน คือ คำสมาสที่นำคำยืมภาษาบาลีสันสกฤตที่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายคลึงมารวมกัน ได้แก่ กาลเวลา นรชน ประชาชน ผลานิสงส์ วัฏสงสาร ศาสตราวุธ กัปกัลป์ อิทธิฤทธิ์

สัมมนา

สัมมนา มีความหมายถึง การประชุมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กำหนดขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น โดยข้อมูลต่าง ๆ จะถูกรวบรวมนำมาใช้วิเคราะห์ร่วมกัน ซึ่งผลจากการสัมมนาจะนำมาซึ่งข้อสรุปแนวทางในการแก้ไขปัญหา

ปัจจุบันนี้ การเรียนการสอนในหลายสถาบันการศึกษามีการนำหลักการสอนแบบวิธีสัมมนามาใช้ คือ ให้นักเรียน นักศึกษา เป็นผู้รวบรวมหาข้อมูล แล้วมาร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงทำการวิเคราะห์ โดยอาจารย์จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ วิธีการสอนแบบสัมมนานี้ จะช่วยให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาข้อมูล รู้จักคิดวิเคราะห์มากขึ้น

ไม่เพียงในแวดวงการศึกษาที่ใช้ระบบสัมมนาในการประชุม แต่ในการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน ก็นำเอาวิธีการสัมมนามาใช้มากขึ้น โดยจะก่อให้เกิดการระดมสมอง ทำให้มีแนวคิดและวิธีปฏิบัติที่หลากหลายมากขึ้น

ความหมายของสัมมนา

ประโยชน์ของการสัมมนา

1. เกิดความคิดสร้างสรรค์ในกลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนา

2. บทสรุปแนวทางแก้ปัญหาจากการสัมมนา มาจากข้อมูลที่หลากหลาย

3. เกิดความผูกพันธ์ สามัคคี ในการทำงานร่วมกัน

4. ผลจากการสัมมนา เมื่อนำไปปฏิบัติมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่า วิธีการปฏิบัติที่เกิดการการตัดสินใจตามลำพังของใครคนใดคนหนึ่ง

5. ฝึกให้เกิดภาวะผู้นำ และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

องค์ประกอบของการสัมมนา

1. หัวข้อ และเนื้อหา ที่จะสัมมนา

2. วัตถุประสงค์ในการสัมมนา เช่น แก้ไขปัญหา ,แบ่งปันความรู้ ,ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นต้น

3. รูปแบบการสัมมนา เช่น การฟังข้อมูลจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ แล้วร่วมกันทำ workshop ,หรือการร่วมกันระดมสมองคิดในกลุ่ม เป็นต้น

4. ผู้เข้าร่วมสัมมนา ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัมมนา จะประกอบไปด้วย

– วิทยากร หรือ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่จัดสัมมนา

– ผู้ควบคุมการสัมมนา หรือ พิธีกร

– ผู้เข้าร่วมการสัมมนา ซึ่งมีทั้งผู้เข้ารับชมรับฟัง หรือที่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัมมนา

5. วันเวลา และสถานที่จัดสัมมนา

การเขียนแผนงานการจัดสัมมนา

1.1 ชื่อโครงการการสัมมนา
1.2 หลักการและเหตุผล
1.3 วัตถุประสงค์
1.4 เป้าหมาย
1.5 ลักษณะโครงการ
1.6 วิธีดำเนินการ
1.7 ระยะเวลาการดำเนินงาน
1.8 สถานที่ดำเนินการ
1.9 งบประมาณ
1.10 การติดตามและประเมินผล
1.11 ผลที่คาดว่าจะได้รับ

กฏที่แปลง น เป็น อ แปลง น เป็น อน

กฎบาลีไวยากรณ์บอกว่า “น” เมื่อประสมข้างหน้าคำอื่น = น + :

(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ (อ- อา- อิ- อี- อุ- อู- เอ- โอ-) แปลง น เป็น อน- เช่น :

น + อามัย = อนามัย
น + เอก = อเนก

(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ- เช่น :

น + นิจจัง = อนิจจัง
น + มนุษย์ = อมนุษย์

น + นาถ

“นาถ” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ (น-) ตามกฏจึงต้องแปลง “น” เป็น “อ”

: น + นาถ = อนาถ

“อนาถ” แปลว่า ไม่ใช่ที่พึ่ง, ไม่เป็นที่พึ่ง, ไร้ที่พึ่ง, ไม่มีผู้ปกป้อง, ยากจน (helpless, unprotected, poor)

 

การศึกษษตามแนวแนะทางการจัดการเชิงพุทธ ป.โท ปี๒ เทอม๑

๑.ให้นิสิติดูและจำโดยการท่องปากเปล่าให้ได้
สุภาษิต ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจ

๒.สรุปเรื่องที่อาจารย์ทองย้อยบรรยายเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ ในหัวข้อ”การเตรียมตัวปฏิบัติกับสถานการณ์ปัจจุบันของพระพุทธศาสนา” แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม(จัดแจงกันเอง) สรุปออกมาส่งกลุ่มละ ๑ เปเปอร์ให้ได้ใจความครอบคลุมทั้งหมด เพื่อเป็นคะแนนสอบกลางเทอม